Hypnotized [ฮันยูฮยอนxฮันยูจิน]

#ยูฮยอนยูจิน คู่พี่น้องเรือบาปจ้าาาาาา- พรล้วนๆไม่มีมาม่าอะไรใดๆ สกัดจากพร100%

++++++++++++

เรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นจาก…ไอเท็มชิ้นหนึ่ง

มันคือไอเท็มที่ตกจากดั้นเจี้ยนคำสาป…เป็นไอเท็มระดับต่ำที่มีจำนวนการดรอปไม่บ่อยนักแต่กลับมีอานุภาพน่ากลัวมากอยู่อย่างหนึ่ง

นั่นก็คือ…การสะกดจิต

มันจะสามารถถูกใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นและจะแตกสลายไปทันทีที่ถูกใช้งาน ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม

แล้วฮันยูจินที่แอบไปตีดันเจี้ยนคำสาปที่ว่านี้คนเดียวก็ได้ไอเท็มนี้มาครอบครองเป็นจำนวนหนึ่งชิ้น

ยูจินมองไอเท็มในมือก่อนจะตัดสินใจทำสิ่งที่อยากลองทำดูมานาน…ตามแผนการที่กลับมากินข้าวที่บ้านกับน้องชายอย่างฮันยูฮยอน

“ยูฮยอน”

“ครับ?”

“หลังจากนี้พี่พูดอะไรไปก็ต้องทำตามแล้วก็เชื่อแบบสนิทใจเลย…ตกลงนะ?”

แต่ยังไม่ทันที่ยูฮยอนจะทันได้ตอบอะไร แสงจากไอเท็มในมือของผู้ใช้มันก็สว่างขึ้น

นี่คือสัญญาณว่าไอเท็มได้ถูกใช้ลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ฮันยูฮยอนดวงตาเบิกกว้าง—ก่อนจะหรี่ลงสำรวจร่างกายตัวเองอยู่ซักพัก…แต่ก็ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆที่ร่างกายหรือจิตใจของตัวเอง…

เขาไม่รู้ว่าไอเท็มนั้นคืออะไรแต่แค่ฟังดูจากคำขอเมื่อครู่…ถ้าให้เดาแล้วมันก็น่าจะเป็นไอเท็มประเภทคำสาปที่กำลังระบาดอยู่หลังจากที่ถูกค้นพบไปเมื่อไม่นานมานี้

นี่คงเป็นเหตุผลที่ก่อนหน้านี้พี่ถึงได้อยู่ๆนึกอยากได้กำไลป้องกันคำสาปของเขาขึ้นมาหลังจากที่เจอหน้ากันก่อนหน้านี้

…และแน่นอนว่าเขาก็ให้มันไปโดยไม่อิดออดซักนิดเดียว…

น่าเสียดายที่พี่ชายคนนี้ประเมินสถานะการเงินของน้องชายต่ำเกินไป…และคาดไม่ถึงว่านอกจากไอเท็มที่ใช้ป้องกันคำสาปแล้วเขายังมีไอเท็มใช้แล้วทิ้งอย่างการสะท้อนคำสาป เพื่อที่จะได้หาต้นต่อของคำสาปหรือคนใช้สกิลนั้นใส่เขาได้อย่างรวดเร็ว

แต่ด้วยสายตาที่เป็นประกาย ท่าทางเหมือนปีศาจน้อยที่กำลังวางแผนทำอะไรไม่ดีตรงหน้า ยูฮยอนจึงอยากจะรู้ว่าพี่ชายของตัวเองตั้งใจจะทำอะไรกับการสะกดจิตนี้กันแน่ ขอเงิน? ขอกิลด์? ขอออกไปข้างนอก? อยากจะทำอะไรกัน?

มันเป็นเรื่องผิดคาดที่คำสั่งแรกที่ออกมาจากปากของอีกฝ่ายนั้นคือ…

“ยูฮยอน นั่งลง”

ยูฮยอนกระพริบตาสองสามครั้งก่อนจะนั่งลงอย่างว่าง่าย…จริงๆคำสั่งแบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ไอเท็มอะไรให้ยุ่งยากเลยด้วยซ้ำ?

ถ้าคนที่บอกให้ทำคือพี่ จะให้บุกน้ำลุยไฟหรือโดดลงหน้าผาเขาก็ทำได้ทั้งนั้น

“…ได้ผลด้วยเหรอเนี่ย? ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีไอเท็มสำรอง…แล้วก็ถึงจะเป็นระดับเอสแต่ถ้าไม่มีสกิลต้านทานคำสาปก็ไม่รอดเหมือนกันเหรอเนี่ย…อันตรายแฮะ…”

สิ่งที่ฮันยูจินลืมไปนั้นก็คือ ตัวเขาเองนั้น เพราะว่าเมื่อคืนอยากจะดื่มเบียร์นิดๆหน่อยๆย้อมใจที่จะทำแผนการที่ว่านี้อย่างเอร็ดอร่อย บวกกับการอยากทดลองปิดเปิดสกิล สุดท้ายแล้วทั้งสกิลต้านทานพิษ ความกลัวรวมถึงคำสาปก็ถูกปิดไปทั้งหมดตั้งแต่เมื่อคืน…และด้วยปริมาณที่ดื่มเข้าไปไม่ได้ทำให้มีอาการเมาค้าง…จึงได้ลืมเปิดมันขึ้นมาเสียสนิท…

และถูกสะท้อนคำสาปที่ควรจะโดนยูฮยอนไปเรียบร้อยแล้ว…

แต่เนื่องจากว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้ออกคำสั่งอะไร ความมั่นใจที่ว่าตัวเองไม่มีทางโดนคำสาปเองแน่ๆก็ทำให้เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยซักนิดว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นนับจากนี้….

“อืม…ถ้าอย่างนั้น…ยูฮยอน เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่หลังจากนี้น่ะ นายไม่รู้ตัวแล้วก็จะจำไม่ได้ด้วย เข้าใจใช่มั้ย?”

สีหน้าที่จริงจังเหมือนเวลาที่เขากำลังถูกดุทำให้ยูฮยอนพยักหน้าเออออไปด้วยอย่างไม่เข้าใจนัก

“…ถ้างั้นก็…ถอดเสื้อออกที…แอ่ก ต้องพูดอะไรแบบนี้ออกมานี่มันน่าอายชะมัด”

ลมหายใจของยูฮยอนสะดุด เขาบังคับความรู้สึกหลายอย่างรวมถึงความตื่นตะลึงเอาไว้ภายใต้ใบหน้าสงบเงียบ ฝืนบังคับมันพอๆกับมือที่สั่นขึ้นมาจากการเกร็งตัวเองไม่ให้คิดอะไรมากเกินไปจากคำสั่งที่ไม่แน่นอนว่าจะเป็นไปในทางที่เขาหวังอยากให้เป็น…

และดึงเสื้อคอเต่าที่ใส่เป็นประจำออกช้าๆ…

ในระยะเวลาสั้นๆที่ถูกเสื้อปกคลุม ใบหน้าที่นิ่งเฉยเมื่อครู่ระเบิดเป็นสีหน้าที่หลากหลาย ความตกตะลึง ดีใจ สับสน…ที่บรรจบลงกลายเป็นรอยยิ้มร้ายกาจฉีกกว้างขึ้นจนปวดแก้ม ถ้าหากไม่ติดว่าไม่ควรยืดเวลานานจนน่าสงสัยหรือแสดงสีหน้าแบบนี้ออกไปให้พี่ชายเห็น ยูฮยอนก็คงไม่สามารถปรับสีหน้ากลับไปเป็นความเรียบเฉยดั่งเดิมได้แม้ในใจจะลิงโลดมากถึงขนาดนี้

แต่ถ้าเกิดว่ายูจินเพียงแค่คิดที่จะเอาสีเมจิกที่ลบไม่ออกมาเขียนตามตัวเขาเพื่อแกล้งกันขึ้นมาเฉยๆตามประสาพี่น้อง เขาก็คงโคตรผิดหวังจนโซ่ตรวจที่ใช้ในการควบคุมในร่างกายนี้มาตลอดหลายปีได้ขาดผึงและเผลอทำในสิ่งที่อยากทำมาตั้งแต่จำความได้ลงไปแน่ๆ…

เขาช้อนตากลับขึ้นไปมองยูจินราวกับกำลังรอคำสั่งต่อไป

ยูจินกลืนน้ำลายตัวเองด้วยท่าทีประหม่า…สายตามองลงมาที่หน้าท้องและกล้ามอกเขาด้วยท่าที่ล่อกแล่ก…เลื่อนสายตาไปมาดูตื่นๆ…น่ารักเสียจนเขาอยากรวบตัวเข้ามาปลอบหนักๆเสียหลายๆรอบ…

ยูจินลดตัวลงนั่ง…ก่อนจะเขยิบเข้ามาใกล้แล้ววางมือลงบนหน้าท้องยูฮยอนจนเขาเก็บอาการแทบไม่อยู่!

“…แน่นชะมัด บ้าเอ๊ย อิจฉาก็อิจฉาอยู่หรอกเจ้าคนระดับเอส…แต่ก็อะแฮ่ม….น่ากิน”

ท่าทางประหม่านั้นชะงักไปก่อนที่แววตาก่อนหน้านี้จะสงบลงราวกับนึกได้ว่าในตอนนี้…เขาจะทำอะไรกับร่างกายของน้องชายยังไงก็ได้…

“นี่..ยูฮยอน…ขอจูบหน่อยสิ”

คำขอและใบหน้าที่ขึ้นสี ท่าทีลุ่มลึกเย้ายวนและการประสานสายตาทำให้ผู้ถูกร้องขอแทบคลั่ง

ยูจินคุกเข่ายืดตัวขึ้นโอบคอน้องชายเอาไว้ก่อนจะก้มลงแนบริมฝีปากเข้าหากัน

มันทั้งร้อนและวาบหวาม ใบหน้าของเขาแดงระเรื่อยตามอีกฝ่ายพอๆกับที่เมื่อจูบแรกนั้นจบลงพวกเขาต่างทำเพียงมองตาของกันและกัน ท่าทางดูเหม่อลอยราวกับคิดว่านี่คือเพียงความฝันตื่นนึงเท่านั้น

ริมฝีปากทั้งสองประกบเข้าหากันอีกครั้ง ท่าทีเขินอายเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยเมื่อพวกเขาจูบกันย้ำๆซ้ำๆและเริ่มชำนาญขึ้นจนมีลิ้นเข้ามาเกี่ยวข้องและกลายเป็นดีพคิสในที่สุด

เมื่อได้จูบกันจนแทบไม่ได้หายใจ ในที่สุดยูจินก็ผละออกจากเขาแล้วเริ่มสำรวจร่างกายส่วนอื่นบ้าง

มือเล็กๆทั้งสองข้างนั้นค่อยๆแตะจับร่างกายของเขาไปทั่ว…ราวกับลูกแมวที่กล้าๆกลัวๆแต่ก็มีความฉงนสงสัย…

นี่คือการทดสอบความอดทนกันอย่างนั้นเหรอ?

เมื่อเริ่มมีความมั่นใจแล้วยูจินถึงได้แตะปากของตัวเองลงบนร่างกายของอีกฝ่ายเบาๆ

เริ่มจากที่ไหปลาร้า…คอและที่อก…

“นี่ยูฮยอนดูนี่สิ เห็นรึเปล่า พี่กำลังเล่นกับหน้าอกของนายอยู่”

ยูจินมองตาของเขาไปพร้อมกับพูดข้อความหยอกเย้านั่นไปด้วย เสียงจูบเบาๆกับปลายลิ้นเปียกชื้นที่สัมผัสลงกับหนึ่งในจุดอ่อนไหวของร่างกายนั่นก็เหมือนกัน

“นายชอบถูกเล่นตรงนี้เหรอ? พี่ดูดแค่แป็ปเดียวก็เป็นแบบนี้แล้ว?”

ท่าทางที่เหมือนกับคลอเคลียตรงหน้ากลับตัดกับคำพูดหยอกล้อจนยูฮยอนกำมือแน่นจนกล้ามเนื้อปูดขึ้นมา

พี่ชายที่กำลังได้ใจกับการดูดหน้าอกน้องชายต่อหน้าเจ้าตัว แค่คิดว่าถ้าเขาถูกสะกดจิตเข้าจริงๆจนไม่รู้ตัวและถูกบังคับให้ลืมไป เขาก็อยากจะจับพี่ชายมา’ทำ’ให้ลืมไม่ลงไปเลยโดยที่ไม่ต้องพึ่งการสะกดจิตใดๆ

แต่ยูจินที่ทารุณอกข้างนึงของเขาจนขึ้นสีและแข็งขืนขึ้นมาอย่างพออกพอใจนั้นกลับไม่รู้อะไรเสียเลย

ข้อมือเล็กที่หยาบไม่น้อยจากการทำงานหนักมาตั้งแต่ตอนที่พยายามทำงานส่งเขาเรียนต่อเลื่อนลงจากอกอีกข้างไปยังหน้าท้อง…

และหยุดลงที่……

“…ตรงนี้ก็เหมือนกัน”

ส่วนที่ยูฮยอนรู้อยู่แก่ใจว่าตื่นตัวขึ้นมาตั้งแต่ที่เริ่มถูกออกคำสั่งแปลกๆ

พี่ชายไล้มือไปทั่วกางเกงส่วนที่พองตัวขึ้นมาแบบผิดธรรมชาติ

รอยยิ้มน่ารักๆที่ใบหน้าอีกฝ่ายนั้นราวกับมือที่ว่านี้กำลังลูบหัวสุนัขเชื่องๆตัวนึง…แทนที่จะเป็น……

“งั้นเหรอ ของยูฮยอนเป็นแบบนี้เอง…อืม…”

ยูจินก้มตัวลงไปมองมันใกล้ๆ…ก่อนที่จะแตะปากและจมูกลงกับมัน…ผ่านกางเกง…

อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาเน่เรนบยฟดเ้าสวง

เขาอดกลั้นแล้วอดกลั้นอีก อยากจะขย้ำพี่ชาย อยากกอดพี่ชาย อยากจูบพี่ชาย—

“…กลิ่นของยูฮยอน…”

กด่เา้สวย่ดบิงเว!!!!!!

แค่นี้ก็ตายตาหลับแล้ว ขอบคุณพระเจ้าหรือผีห่าซาตานอะไรก็ตามที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น!

“…หนาเกินจนแทบไม่ได้กลิ่นเลย…กางเกงนี่คงทำความสะอาดตัวเองกับซ่อมตัวเองได้ด้วยละมั้งเนี่ย…ถ้างั้น…”

ใบหน้าของพี่ชายเหลือบขึ้นมามองเขาก่อนจะยิ้มเผล่…แล้วลดปากลงไปใช้ฟันกัดซิปของเขา…เพื่อรูดมันลง…

ส่วนที่แข็งขืนจนแทบระเบิดแทบจะปะทุใส่หน้ายูจิน—ดีที่ว่ามีกางเกงบ็อกเซอร์อยู่ด้วย…

ถ้าเกิดพี่ที่เป็นระดับเอฟสลบไปเพราะโดนไอ้นั้นระดับเอสฟาดหน้าขึ้นมา(…

“สีดำงั้นเหรอ ยูฮยอนนี่ยังไงก็ต้องสีดำงั้นเหรอ?”เขาฟังพี่ชายบ่นอะไรพึมพัมไปเรื่อยก่อนจะ—

ยูจินกดจมูกลงบนส่วนนั้นก่อนจะทดลองเลียมันด้วยลิ้นผ่านกางเกงตัวใน…

“อืม…กลิ่นยูฮยอน…”

เขาเปลี่ยนท่าทางเป็นการลงไปนอนหนุนตักกลายๆโดยที่ไม่ได้ละใบหน้าออกจากส่วนนั้น

ก่อนจะปลดเข็มขัดและซิปของตัวเองลง

ยูฮยอนมองส่วนที่นูนขึ้นมาไม่ต่างจากของเขาตาไม่กระพริบ–

…ของพี่

“…อึก”เขากลืนน้ำลายลงไปอย่างยากลำบาก รู้สึกว่าตัวเองขยายตัวขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

ยูจินใช้มือของซ้ายกด..ส่วนนั้นที่ตั้งโด่ของยูฮยอนเข้าหาใบหน้าตัวเอง ในขณะที่ใช้มือข้างขวาสอดเข้าไปในกางเกงชั้นในของตัวเอง

ลิ้นเปียกชื้นนั้นเลียด้านใต้ของเขาหนักๆรวมถึงพรมจูบไปทั่วมัน…มือซ้ายเองก็บีบคลึง กดส่วนปลายที่ปริ่มไปด้วยน้ำใสๆจนเปียกเป็นวงไม่ต่างจากส่วนที่ถูกน้ำลายของเจ้าตัว

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ยอมปลดผ้าชิ้นสุดท้ายที่กั้นมันออก

มือข้างขวาของยูจินรูดรั้งตัวเองใต้กางเกงในให้ยูฮยอนได้เห็นอะไรวับๆแวมๆ

พี่ชายลามกที่กำลังดมกลิ่นของเขาแล้วใช้มันช่วยตัวเอง

เขาเองก็อยากจะดมกลิ่นพี่ชายด้วยเหมือนกัน….

พี่ชายตอนที่ทำเรื่องลามกๆกับเขามีสีหน้าที่น่ารักจนเขาอยากจะดึงบ็อกเซอร์ลงแล้วใช้ปากของพี่ชายทำให้ตัวเองเสร็จซะเดี๋ยวนี้!

ยูฮยอนหายใจหอบ ลิ้นและมือของพี่ชาย รวมถึงสีหน้ากับหน้าท้องและมือที่กำลังขยับเป็นจังหว่ะตรงหน้า—

นี่คือสวรรค์ใช่มั้ย?

“…ยังไม่พอ…”

ยูจินสอดมือที่เหนียวเหนอะออกมาจากกางเกงของตัวเองก่อนจะพลิกตัวขึ้นมาในท่าคลานสีขา…

แล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาที่ยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม

ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยแรงอารมณ์คู่นั้นมองเขาด้วยสายตาหวานเชื่อม

“ยูฮยอน…”

“ครับ…?”

“ถอดกางเกงในของนายออก…แล้วให้พี่ถ่ายรูป’นาย’เก็บไว้ได้ใช่มั้ย?”

+++++++++++

……เขินกว่าเดิมอีก เจ้าพี่น้องลามกแงงงงงงง

แล้วคือ มู้ดพรก็พรนะแต่ฟิลขำโผ่ลมาจากไหน(… แต่อย่างเจ้ายูฮยอนอ่ะ ภายใต้หน้านิ่งๆต้องคิดอะไรบ้าๆบอๆกับพี่ชายอยู่แน่ๆเลย(…

Liveสด… [??? x ฮันยูจิน]

ถ้าเขียนต่อจริงมันก็จะพรมากหน่อย(?) ตอนนี้ยังไม่มีฉากอะไรแต่ความคิดรวมๆก็เกี่ยวกับพรโดยตรงมากๆฟฟฟ แพริ่งอะไรก็ไม่แน่ใจ(… เลือกระหว่างแด๊ดดี๊กับบราค่อนม่ะดั้ยยยย

+++++++++++++++++++++++

 

เคยขัดสนด้านการเงินจนต้องทำงานบางอย่างที่ชั่วชีวิตไม่เคยคาดคิดจะทำมั้ย?

อ่า…สำหรับวัยรุ่นที่พ่อแม่เสียไปอย่างไม่คาดฝันตอนที่ยังเรียนอยู่แล้วยังมีน้องชายที่ต้องดูแลอีกอย่างผมนั้น…นั่นคือสถานการณ์ที่ต้องเผชิญโดยไร้ผู้ช่วยเหลือ

น่าเสียดายที่ไม่มีเงินประกันหล่นทับให้ใช้ชีวิตไปได้สบายๆเหมือนในละคร

ผมลาออกจากโรงเรียนเพื่อหาเงินมาส่งน้องชายเรียนต่อ ตั้งใจไว้ว่าพอเริ่มเข้าที่เข้าทางถึงจะกลับไปคิดว่าอยากเรียนอะไรอีกมั้ย

มันไม่เพียงพอ

ต่อให้ทำงานสามกะตั้งแต่เช้าจรดเย็นก็ยังคงไม่พอ

ตอนที่กำลังหาทางสมัครงานเพิ่มก็ไปเจอเข้ากับสิ่งๆหนึ่ง..ที่เรียกว่า…งานพิเศษ…

ใช่ งานนั่นแหล่ะ…เงินมันดีมากๆจนเขาเองก็เกือบจะทำมันลงไปแล้วเหมือนกัน

แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ทำมันไม่ได้

ก็นะ..เขาไม่เคยสนใจเรื่องนั้นมาก่อนเลย วันๆแค่ทำงานงกๆก็แย่แล้ว…ยิ่งดูโปรไฟล์ของคนอื่นๆแล้วมองหุ่นแห้งๆของตัวเองกับหน้าตางั้นๆนี่แล้วพอมาคิดๆดูก็ไม่น่าจะมีใครสนใจอยู่ดี

ผมก็เลยหันเหไปสู่สิ่งที่ปลอดภัยกว่านิดหน่อย…และอยู่ใต้การควบคุมของผมทั้งหมด

การ…ไลฟ์สด

การไลฟ์ที่พูดถึงนี่คือเว็บไซต์ที่ผู้คนเข้าไปไลฟ์เปิดกล้อง…แล้วก็…ทำอะไรหลายๆอย่าง..

เพราะว่าเป็นเว็บไซต์เฉพาเลยไม่ได้ไประรานคนที่ไม่อยากดู แถมถ้าทุกอย่างไปได้สวยก็ได้เงินอีกต่างหาก

จากไหน? ไม่ๆ เขาไม่ได้ขายหรือนัดเจอใคร เงินที่พูดถึงนี่ได้มาจากระบบโดเนทที่เป็นที่แพร่หลายในการไลฟ์สดต่างๆเหมือนเกมเมอร์หรือคนดังในโซเชียลมีเดียทั่วไปนั่นแหล่ะ

น่าเสียดายที่เขาไม่มีเวลามากพอจะเล่นเกมหลายๆชั่วโมง ใช้เวลาตัดต่อมันแล้วลงในช่วงกลางวันได้เนื่องจากทำงานหลายกะ นอกจากนั้นแล้วยังรู้จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อเกมออกใหม่มาเล่นอีกต่างหาก

ที่เขาทำได้…ก็แค่ใช้ช่วงเวลาดึกดื่นที่ได้กลับมาที่บ้านไม่นานมากในการพยายามหาเงินเท่านั้น

จริงๆตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำเป็นเรื่องเป็นราวอะไรแค่เสริช์ๆนู่นนี่ไปตามภาษาวัยรุ่นที่ท่อนล่างตื่นตัวเต็มที่…แล้วเจอเข้ากับโฆษณาเว็บที่เป็นป็อปอัพขึ้นมาจนกดเข้าไปดูเพราะภาพมันเย้ายวนเท่านั้นแหล่ะ(…

ก็นึกว่าจะเป็นเว็บหนังโป๊ทั่วไปเฉยๆเพราะคลิปแรกที่กดเข้าไปไม่ใช่คนหน้าตาดีหรือเด่นดังอะไรแชทเลยเงียบ…

เลื่อนกดดูไปเรื่อยจนเห็นอันที่ยอดวิวค่อนข้างสูงทีเดียวเลยกดเข้าไปโดยไม่ได้คิดอะไร

เลยเจอเข้ากับคอมเม็นต์ที่เด้งขึ้นรัวๆใส่ทำเอาเงิบ

คนเราหื่นพร้อมกันเยอะขนาดคุยแชทกันรัวๆแบบนี้เลย? ไม่ใช่ว่ามือต้องยุ่งอยู่รึไง???

แต่พอพยายามอ่านแชทก็เลยได้เห็นคนหน้าตาดีในคลิปพูดหยอกกลับไปกลับมาด้วย…ก็เลยเข้าใจขึ้นมา

หนังสดแบบไลฟ์

ยิ่งพอไปอ่านกฏของห้องนี้ก็เข้าใจขึ้นมาว่าถ้าหากโดเนทเงินจำนวนเท่านี้ๆก็จะสามารถรีเควสให้สาวคนนี้ทำอะไรก็ได้อย่างนึง…ถึงจะมีรายละเอียดหยิบย่อยกันไปว่าบางอย่างเธอก็จะไม่ทำนะ ก่อนรีเควสช่วยดูให้ดีด้วยเพราะไม่มีการคืนเงิน

นอกจากนั้นแล้วถ้าหากเป็นยูสเซอร์ที่ฮิตติดชาร์ตมากๆจนคอมเม็นต์มารัวๆจนตามอ่านไม่ทัน ทางเดียวที่จะรีเควสพวกเขาได้ก็มีแต่การซับสไครบ์และซื้อแพ็กเกจรายเดือนเพื่อเข้าสู่แชตเอ็กส์คลูซีฟเท่านั้น

เป็นการหาเงินที่ถึงจะเปลืองตัวแต่สำหรับคนที่ความมั่นใจในรูปร่างสูงและมีเฟติชทางนี้ก็ถือว่าเข้าทางและปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศ + ตำรวจแน่ๆ…นอกจากจะมีนัดไปนอกรอบละนะ

ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร…

แต่พอดูยอดโดเนทที่เด้งขึ้นรัวๆนั่น…มันก็…

ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย แค่มีหุ่นที่พอใช้ได้กับกล้องดีๆซักตัว…

จะไลฟ์เมื่อไรก็ได้ จะเลิกเมื่อไรก็ได้..แล้วยังสามารถตั้งกฏไม่ให้มีอะไรเลยเถิดได้อีก…

และถ้าหากว่าอายหรือกลัวว่าจะถูกคนรู้จักจำได้เข้า..ก็ใส่หน้ากาก วิกหรือปรับมุมกล้องให้ไม่ต้องเห็นหน้าซะก็สิ้นเรื่อง…

สาวสวยในจอเริ่มลูบไล้ไปตามสัดส่วนต่างๆของร่างกายอย่างเย้ายวน…

เธอทั้งพูดคุยหัวเราะ ทำรีเควสเซอร์วิสด้วยท่าทีพออกพอใจ…ดู..เป็นธรรมชาติกว่าพล็อตหนังเอวีที่เคยดูมาเยอะเลย

ณ ตอนนั้นยูจินเพียงสมัครสมาชิกเพราะสนใจเรื่องแปลกใหม่เท่านั้น

แต่พอนานไป…

เขาที่เหนื่อยมากเกินไปจนล้มป่วยก็ขาดรายได้และเสียเงินไปกับการรักษา…ก็หมุนเงินไม่ทัน

จนต้องไปปรากฏตัวอยู่บนจอนั่นซะเอง…

ในฐานะของ ‘ยูจีน’

แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป ทุกอย่างก็เปลี่ยนตาม

ความแปลกใหม่นี้ทำให้ผมเลิกเป็นยูจีนและกลับเป็นฮันยูจิน

เรื่องราวที่เหมือนกับเป็นเกมหรือนิยายกลับเกิดขึ้นจริง สัตว์ประหลาดที่กระสุนยิงไม่เข้า ผู้คนที่เหาะเหินเดินอากาศหรือกระทั่งทำให้ไฟลุกท่วมร่างกายได้…

และยูฮยอนที่กลายเป็นฮันเตอร์ระดับเอส ในขณะที่ผมกลายเป็นระดับเอฟ…

เกิดอะไรขึ้นหลายๆอย่างที่ทำให้ความรักของผมต่อน้องชายที่เลี้ยงดูมากลายเป็นความอิจฉาริษยา ทิฐิและการถูกเปรียบเทียบ

ที่จบลงที่ขาข้างนึงที่หัก..และผมที่…กลายเป็นเศษสว่ะน่ารังเกียจที่อ้อนวอนให้ท่านหัวหน้ากิลด์ผู้นั้นช่วยรักษาขาข้างนี้ให้

การอ้อนวอนที่…ไม่ประสบผลสำเร็จ…

ผมหอบขาที่หักและใบหน้าที่ชาเหมือนถูกตบนี้กลับมาที่รูหนูที่ผมเคยภูมิใจที่จะเรียกมันว่าบ้าน

สายตาเย็นยะเยือกของเขายังคงเฝ้าหลอกหลอนผมจนต้องขย่อนน้ำยาระดับต่ำพวกนั้นออกมาจนหมดตัว

ไม่เหลืออะไรแล้ว…

เงินที่เหลืออยู่น้อยนิดนั้นก็ถูกใช้เป็นค่าเดินทางกับค่าน้ำยาฟื้นฟูระดับต่ำเพื่อลากสังขารไปยังกิลด์ที่แสนยิ่งใหญ่นั่นก็ได้หมดลงไปแล้ว

เงิน…

ถ้าเขามีระดับที่สูงกว่านี้…เขาก็คงที่เงินมากมายจนใช้ได้ไม่หมด…

ขาหักแบบนี้ ถึงจะมีที่ไหนบ้าจี้ยอมจ้างงานคนระดับเอฟขึ้นมา เขาก็ไม่มีทางเดินเหินได้สบายๆแน่ๆ

งานที่นั่งทำอยู่ที่บ้าน ถ้าไม่เป็นนายของตัวเอง งานด้านความคิดสร้างสรรค์หรือเป็นนักต้มตุ๋น ส่วนใหญ่ก็ต้องใช้วุฒิการศึกษามากกว่าที่เขามี…

……จะว่าไป…

งานที่ทำอยู่หน้าคอมแล้วถ้าไปได้สวยเงินก็เข้าทันที…มันก็มีอยู่ไม่ใช่รึไง…?

++++++++++

Sugardadเยี่ย part 2/2 หวังเยี่ยหวัง

ยังคง OOC มากเวอร์ Timeline ก็ยังมั่วมากเวอร์ค่ะฟฟฟ

.

.

.

เจี๋ยซีก้าวออกจากห้องน้ำในผ้าเช็ดตัวผืนเดียวขณะเช็ดกำลังเช็ดผม…ดวงตาคู่ไม่เท่ากันปรายมองนาฬิกาเพื่อเช็คเวลาเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อดื่มน้ำทดแทนส่วนที่ดื่มแอลกอฮอลล์ไป…จะได้ไม่มีอาการขาดน้ำภายหลัง

คนหนุ่มกว่าจดบันทึกแผนการและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการแข่งขัน วงย้ำข้อดีข้อด้อยของลูกทีมและของตัวเองพร้อมจดสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ควรค่าที่จะนำไปคิดอีกครั้งลงไป

ในสิ่งเล็กๆน้อยๆนั้นรวมถึงไซส์เสื้อ กางเกงโดยประมาณของคนบนเตียงและขนาดที่แน่นอนของรองเท้าที่เขาถอดให้กับมือ…รวมถึงยี่ห้อคร่าวๆของพวกมัน บุหรี่และ…รูปแบบของถุงยางที่อยู่ในเสื้อนอกนั่นด้วย…

แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คงไม่พ้น…การ์ดไอดีกลอรี่นั่น…

น่าเสียดายที่บนการ์ดไม่มีอะไรเขียนเอาไว้เลย แม้กระทั่งชื่อของไอดี…ไม่อย่างนั้นเขาคงสืบได้ง่ายกว่านี้ ว่าเจ้าของของมันเล่นกลอรี่อยู่ที่ไหนอย่างไรเมื่อไรหรืออยู่เซริฟ์อะไร…

จดข้อมูลที่ได้รับอย่างพึงพอใจแล้วหวังเจี๋ยซี ก็ย้ายตัวเองไปเก็บข้าวของและจัดเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าเพื่อความสะดวกรวดเร็วในวันพรุ่งนี้

ร่างสูงจัดการทุกสิ่งทุกอย่างจนพอใจแล้วถึงได้ก้าวไปยังเตียงที่มีอาหารรอพร้อมเสริฟ์อยู่แล้ว…

เสื้อที่ไม่รู้คนๆนี้ตื่นขึ้นมาปลดกระดุมเพิ่มหรือละเมอถอดเองจนเหลือไม่กี่เม็ดกับกางเกงที่ร่นลงไปให้เห็นชั้นในสีดำยี่ห้อแพงระยับเนื้อดี…

ดู…ชวนลิ้มลองสมกับที่ได้มายากเย็น

เจี๋ยซีเพียงยกยิ้มบางก่อนเลื่อนตัวไปขึ้นคร่อม นึกชื่นชมมุมมองนี้ไม่น้อย…

ปกติแล้วคนๆนี้จะยืนอยู่สูงกว่าเสมอไม่ว่าในด้านไหน…อายุ การงาน คารมณ์…และแผนการ…

การปรับเปลี่ยนสถานะ ได้เห็นอีกฝ่ายสิ้นท่าแบบนี้…นับว่าไม่เลว…

คนหนุ่มกว่าเลื่อนมือไปหาคนใต้ร่าง…หยิบยกมือสวยทั้งสองข้างขึ้นมาจุมพิตเบาๆด้วยท่าทีที่ล้วนนุ่มนวลทั้งสิ้น

เพียงแต่ว่า…

“ต้าเหยียน…ปล่อยเกอ”

เจ้าของฉายาที่ถูกเรียกเพียงส่งรอยยิ้มประจำตัวกลับไปให้เจ้าของเสียงเท่านั้น…และกระชับทำสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่…

เยี่ยซิวลืมตาขึ้นมา กระตุกมือที่เมื่อครู่เผลอไผลโอนอ่อนไปกับความนุ่มนวล……..จนถูกมัดเอาง่ายๆ…

ด้วยเข็มขัดที่ถูกปลดไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้ของตัวเขาเอง…

และดูท่าอีกฝ่ายจะเตรียมการมาดี เพราะนอกจากจะมัดรวบแขนทั้งสองข้างของเขาไว้ด้วยกันแล้ว เมื่อกระตุกดูก็พบว่ามันถูกยึดขึงไว้กับหัวเตียงอีกด้วย…

พลาดไปแล้ว

“คุณจงใจทำผมโกรธ” คนด้านบนเอ่ยเรียบๆ…เป็นประโยคบอกเล่าไม่ใช่คำถามแต่อย่างใด…ดวงตาคู่ไม่เท่ากันประกายไว้ซึ่งความเจ้าแผนการไม่ต่างกับเขานัก…

ทั้งยังประกาศให้ทราบว่ารู้แผนเขาตั้งแต่เนิ่นๆ

“เรื่องนี้…ถ้ายอมปล่อยกันดีๆ..เกอจะช่วยปลอบเอง..?”

เรื่องนี้…บางทีคนแก่กว่าก็ต้องเข้าใจ…

ไม่ใช่ว่ามีแต่ตัวเอง..ที่ชอบให้คนอื่นเดินตามแผนการอยู่ฝ่ายเดียว…

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ถึงจะได้ยินแบบนั้นคนอายุมากกว่าก็เพียงถูกมองยิ้มๆไม่มีท่าทีจะถูกปล่อยให้มาปลอบแต่อย่างใด

มือเย็นเชียบจากการอาบน้ำแตะลงที่หน้าท้องที่มีกล้ามเนื้อมากกว่าเจ้าของมือเสียด้วยซ้ำ

หวังเจี๋ยซีที่ยิ้มพรายอยู่เมื่อครู่ถึงกับตากระตุก

แม้ว่าเขาจะไม่ปล่อยตัวเหมือนลูกทีมบางคนหรือเกมเมอร์ส่วนใหญ่และสุขภาพร่างกายอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้มีกล้ามเนื้อแน่นเรียงสวยดั่งบุคลากรทีมป้าชี่สยงถู

คงต้องเพิ่มการออกกำลังลงในตารางซ้อมแล้ว…

“ช่วงนี้เกอขี้เกียจไม่น้อย…แต่เสี่ยวหวังชอบแบบนี้หรือ…หืมมม?”

พูดจายั้วเย้า อวดอ้างร่างกายที่รู้ว่าเด็กหนุ่มไม่มีโดยการดันสะโพกขึ้นเข้าหามือที่ยังคงลูบคลำหน้าท้องตัวเองด้วยรอยยิ้มแพรวพราว

คนถูกหยอกเพียงมองตอบสายตาหยอกล้อเหมือนสัญญาในใจว่าจะใช้งานกล้ามเนื้อที่ว่านี้อย่างดีเลย…

เสื้อคอปกสีขาวถูกนิ้วมือที่เคยชินกับการสัมผัสแป้นพิมพ์มากกว่าผู้คนเลื่อนขึ้นมาจนถึงอก

บอกตามตรงแบบนี้เองก็เร้าใจไม่น้อย

เขามองกัปตันทีมเวยเฉ่าเลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้และกดจูบลงที่ริมฝีปากด้วยความเนิ่บช้า—

เพียงแต่เยี่ยซิวชอบกินมากกว่าถูกกิน

—ก่อนจะโดนเขาฉวยโอกาสหยอกล้อด้วยลิ้นจนผงะ

“จุๆๆ–น่ารักจริงๆต้าเหยียนของเกอ”

กล่าวชมอย่างคนได้ใจ เยี่ยซิวเกร็งหน้าท้องดันตัวเองขึ้นรุกไล่เด็กหนุ่มด้านบนที่สู้ไม่ได้แม้แต่น้อย–

อึก!

ก่อนจะต้องสะอึกเมื่อถูกนิ้วเรียวลากผ่านที่ยอดอกแรงๆ

ดวงตาไม่เท่ากันคู่นั้นดูมีความสุขกับการได้เอาคืนเล็กๆน้อยกับเยี่ยซิว ทั้งยังก้มลงไปงับเข้าที่อกซ้ำจากการถูกนิ้วลากผ่านจนอีกฝ่ายเผลอสะบัดหน้าขึ้นตามแรงดูดดึง–

เสียงหยาบโลนและการเย้าหยอกกันและกันทำให้ลมหายใจของทั้งเริ่มแรงขึ้นมาเล็กน้อยตามอารมณ์ที่ก่อตัวสูงขึ้น

หวังเจี๋ยซีเงยหน้าขึ้นมามองสบกับดวงตาสีดำประกายทองจางๆ ปากยังคงงับหยอกอกคนใต้ร่างจนมีรอยฟันให้เห็นจางๆ

ก่อนจะหยุดปากแล้วกล่าวขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม

“น่ารักจริงๆนั่นแหล่ะครับ”

คำว่า ‘คุณน่ะนะ’ แม้ไม่ต้องพูดออกมา รอยยิ้มสมฉายา-มายากร-ผู้โด่งดังแทบจะกระแทกตาผู้ที่มองตอบอยู่ก่อนแล้ว…

ดูท่าว่าสงครามในคืนนี้จะไม่ง่ายเหมือนที่คิดเอาไว้เสียแล้ว….

แต่แบบนี้……………….ก็นับว่าไม่เลว……

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สงครามนี้ยังอีกยาวไกล…

แต่เรากาวไว้แค่นี้ไง555555555555+ ปกติกาวสดในทวิตเรทมากกว่านี้ก็ชิว แต่พอเขียนแบบนี้ดันเขินบ้าเอ๊ย—

สรุปคือพี่ไม่เมาอะไรทั้งนั้นแค่ตั้งใจจองห้อง ล่อลวงน้องมาให้น้องเริ่มก่อนแล้วรวบหัวรวบหาง(… แต่น้องก็รู้ไง คดีก็เลยพลิก–

อยากเห็นเส่วหวังไฝว์กับอิพี่บนเตียงแบบไม่รู้ว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ(… สู้กันแบบไม่ต้องลุนแลงมาก(?) และให้แต้มต่อเด็กเนิร์ดอ่อนประสบการ์ณโดยการให้จับมัดไว้– ไม่งั้นถึงคดีพลิกก็ไม่มีความหมายเพราะพี่ชั่ว–เอ๊ยเชี่ยวเรื่องแบบนี้มาก แถมแข็งแลงกว่า(เฉพาะในฟิคนี้www)

ซักพักหยอกกันไปยันเช้าไม่มีใครได้กินใครทั้งนั้นแหล่ะ wwwwww <—- ตอนจบที่แท้จริง—-555555555+

เอาเป็นว่าจบเลยแล้วกัน—ถ้ามีต่อคงกาวสดในทวิตสนองนี้ดเฉยๆนะ5555555555+

I don’t know your face [อวี้เยี่ย]

ภาวะไม่รู้ใบหน้า

เขาป่วยเป็นโรคดั่งกลาวตั้งแต่เกิด

ปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาและไม่มีวิธีบำบัดที่ได้ผล

แม้ว่าตัวเขาจะไม่มีความผิดปกติที่ตาเหมือนหวังเจี๋ยซี…แต่คนที่เป็นโรคนี้กลับเป็นเขาเสียได้…

แต่พูดตามตรง ตาของหวังเจี๋ยซีเป็นยังไงเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน

เพราะไม่ว่าจะเขม็งมองยังไง หลังจากกระพริบตาครั้งหนึ่งเครื่องหน้าของคนที่มองดูอยู่ก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แยกไม่ออกว่าเป็นใคร…

ไม่ว่าจะมองยังไงก็กลายเป็นใบหน้าของคนแปลกหน้าคนนึงอยู่ดี

อ่ะ ไม่ใช่ว่ามองสีหน้าไม่ได้ แม้ว่าหน้าตาจะไม่คงที่แต่เขาก็ยังมองเห็นการอ้าปาก กระพริบตาหรือสีหน้าต่างๆได้อยู่

แล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่คุ้นชินอะไร เขาปรับตัวได้ตั้งแต่อายุไม่เท่าไร ในเมื่อมองหน้าไม่ได้เขาก็จับสังเกตอย่างอื่นบนร่างกายแทน

และก็เพราะแบบนั้นทั้งน้ำเสียง กลิ่นน้ำหอม/โรออน สีผิว รอยตำหนิ รูปร่างและสไตล์การแต่งตัวของคนรอบตัวนั้นหากถามเขาแล้ว จะได้รับคำตอบที่ถูกต้องชัดเจนจนน่ากลัวเชียวหล่ะ

ตอนเห็นเส้าเทียนเหวอเพราะเขาทายสัดส่วนสามไซส์ของเจ้าตัวถูกหมดจนอ้าปากพะงาบๆก็ตลกไม่น้อย

ท่าทางการกอดตัวเองเหมือนถูกถ้ำมองตอนอาบน้ำและความไว้ใจทำให้เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้เรื่องนี้

“แบบนี้นายก็มองไม่เห็นใบหน้าหล่อเหลาก็ฉันนะสิ!”

ท่าทางไม่ต่างจากคนที่บังเอิญมารู้เรื่องเขาเข้าเท่าไร

แต่เขาก็มีประโยชน์มาก เพราะทุกครั้งที่มีคนเดินเข้ามาหาในชุดวอร์มของสโมสรที่เหมือนกันหมดแทบทุกคน เส้าเทียนก็จะเอ่ยปากทักทายและเรียกขานด้วยชื่อหรือฉายาจนเขารู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใคร

ถึงอย่างนั้น…

งานอดิเรกที่เขาชอบไม่น้อยไปกว่าการเล่นกลอรี่…

กลับเป็นการวาดรูปผู้คน…

พวกเขาไม่มีหน้า…บางทีก็เป็นเพียงชิ้นส่วนร่างกายที่มีผู้วาดเองที่รู้ว่าเป็นตัวหรือแขนขาของใคร

มือที่ถูกล้อเลียนว่าพิการหนักหนาจรดปลายดินสอลงกับสมุดวาดรูปอย่างห้ามไม่ได้

มือช้าลากดินสอก่อตัวเป็นรูปร่าง แบบที่วาดอยู่ขยับเล็กๆน้อยๆแต่ก็ไม่มากพอจะทำลายท่าทางที่กำลังวาดลงบนกระดาษ

ตั้งแต่ต้นจนจบบนสนามแข่งอันดุเดือด แม้จะหลบซ่อนตัวยังไง…คนๆนั้นก็ยังคงเปล่งประกายจนไม่อาจละสายตา

หากหานเหวินชิงชอบอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเขามากที่สุด…

อวี้เหวินโจก็คงเป็นคนที่ชอบเฝ้ามองเขามากที่สุด…

แม้ไม่รู้ใบหน้า…แต่สีหน้าท่าทางของคนๆนั้นก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว…

คิ้วเรียวที่มักกระตุกยึกยักกวนประสาท…

ดวงตาที่เป็นประกาย เย้ยหยันระยิบระยับ

จมูกที่เคยบังเอิญได้สัมผัส…เป็นรูปร่างที่น่าจะเรียกว่าได้รูปพอสมควร

ปากไม่หนาไม่บาง…คาบแท่งนิโคตินเอาไว้พลางยิ้มเจ้าเล่ห์และกล่าวคำพูดร้ายกาจชวนให้อยากปิดมันลง..(ด้วยอะไรหลายๆอย่าง..)

ใบหน้าที่นึกจินตนาการอยู่หลายครั้งหลายคราแต่ก็ไม่ก่อเป็นรูปร่างขึ้นมาแม้แต่น้อย

อยาก…จะเห็น….

“โฮ่…? แอบวาดรูปเกออยู่เหรอเหวินโจว”

เสียงค่อนไปทางแหบพร่าดังขึ้นจากข้างตัว…

แบบของเขาขยับตัวเข้ามาหาตอนที่เขาเหม่อไปเสียแล้ว…

“ไม่น่ารีบขยับตัวมาเลยนะครับ ยังวาดไม่เสร็จเลย”

“เหอๆ เห็นตั้งอกตั้งใจเลยสงสัยนะ!”

“พอเห็นคุณอยู่นิ่งๆผมเลยอดไม่ได้นะครับ..”

ยิ้มบางๆให้ไปก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มค้างเมื่อถูกถือวิสาสะเปิดหน้าถัดไป…

“…วาดท่านี้เพราะอยากลองทำหรือเหวินโจว?”

คนถูกจับได้แอบหน้าร้อนขึ้นมาเล็กน้อย…

โชคดีที่คนในรูปไม่มีใบหน้า…ต่อให้ไม่มีเสื้อผ้าหรืออยู่ในท่าอีโรติกแค่ไหนก็คงไม่คิดว่าเป็นตัวเอง…

“คุณไม่รู้หรือครับว่าเวลาคนอื่นยื่นมือถือหรือสมุดให้ดูภาพ…แล้วห้ามเลื่อนหรือเปิดหน้าถัดไป…”

“รู้สิ…หืม..เหวินโจวเองก็รู้กระทั่งว่าเกอมีไฝที่บั้นเอวหรือ…ไม่เลวๆ…”

เขารู้

แถมถูกวิจารณ์กันซึ่งๆหน้าจนไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

“มีประตูมรณะซะด้วย—หือ…ที่ชอบใช้ท่าใหญ่กับเกอเพราะแบบนี้เองหรือ?”

เสียงหัวเราะแหบพร่าดังใกล้ๆหู

เขาเปิดไปอีกหน้าแล้วด้วย

“ทำอะไรกันนะ! ตุ้ยจาง! เยี่ยชิว! แต่มาๆๆๆแข่งเสร็จแล้วหลานอวี่ชนะเจียซื่อ! ทำตามสัญญาซะดีๆ! เร็วๆPKPKPKPKPKPKPK!!”

“เกอบอกว่าถ้าหลานอวี่ได้แชมป์หรอก แพ้ป้าถูสัญญาก็เป็นโมฆะ!”

สมุดเจ้าปัญหาถูกมือช้าปิดลงและเก็บซ่อนอย่างแนบเนียน—ถึงกับขอบคุณเส้าเทียนในใจ หากให้เปิดไปหน้าที่ลึกกว่านี้ เขาคงเข้าหน้าเทพสงครามไม่ได้แล้ว

มองคอร์กี้ประจำทีมครางหงูว เห่าบ็อกแบ็กว่า อ้าวเฮ้ย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่นา—

“อีกอย่างเกอไม่ว่าง”

“โกหก! นายไม่ต้องให้สัมภาษณ์เหมือนคนอื่น! จะไม่ว่างได้ไง!”

เยี่ยซิวทำท่าครุ่นคิด ตอนนี้หวงเส้าเทียนกำลังไฮเปอร์อย่างมาก…ต่อให้เอาอะไรมาอ้างก็คงฉุดไว้ไม่อยู่ กว่าจะหายเขาคงหูชาไปก่อนแล้ว…

คิดได้ก็ก้มลงไปหากัปตันทีมหลานอวี่ที่ยังคงนั่งยิ้มเงียบๆ ไม่ปรามอริยดาบอย่างที่ทำเป็นประจำ

“เกอมีไฝอีกที่หนึ่ง…อยากรู้ว่ารึเปล่าว่าอยู่ตรงไหน?”

ตาสีน้ำเงินวาววับ อาการเขินอายและกลัวเข้าหน้าไม่ติดหายวับไปพร้อมๆกับริมฝีปากที่ฉีกยิ้มให้รองกัปตันทีมตัวเองอย่างสงบ…

“เส้าเทียน…วันนี้พลาดเยอะนะครับ…นี่ตารางใหม่เอาไปซ้อมเพิ่มนะ”

ร่างที่สูงพอๆกันกับคนข้างตัวลุกขึ้นยื่นกระดาษหายนะให้คนที่ไม่อยากรับมันซักนิด…เห่าต่ออีกหลายประโยคก่อนจะทำเป็นเฉไฉหลบตาวิ่งปรู๊ดหนีไปหลบซ่อนตัวอย่างรวดเร็ว–

เยี่ยซิวมองภาพนั้นแล้วเหงื่อตก…ง่ายไปหรือเปล่า เหมือนไม่ค่อยจะคุ้ม…

“งั้นก็ช่วยโชว์ให้ดูหน่อยนะครับว่าอยู่ตรงไหน”

ผู้เล่นไอดีเจ้าอาคมยิ้มหวาน รีบหันมาทวงสัญญาก่อนจะจับจูงมือสวยที่เคยวาดลงบนกระดาษหลายครั้งหลายคราแล้วแต่ก็ไม่เคยสวยเท่าของจริงเลยซักทีไป…โดยที่ไม่ให้เทพสงครามได้ปฏิเสธ

เขามีเวลาไม่มากตอนนี้ป้าถูที่ได้แชมป์ให้สัมภาษณ์อยู่ แต่คิวต่อไปก็ไม่พ้นหลานอวี่…

รีบกอบกุมมือนั้นเข้าห้องพัก จับสำรวจตรวจร่างกายจนมั่นใจว่าจดจำไปวาดได้ถูกต้องแล้วจึงยอมปล่อย…

ซะที่ไหน…

ภาพวาดที่เคยวาดฝันไว้ เขาได้ทำให้เป็นจริงไปหนึ่งรูปแล้วก็เท่านั้น…

ถึงไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นแบบไหน…แต่ร่างกายของคนๆนี้เขาจะไม่มีทางลืมอย่างแน่นอน…

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เขียนเนื่องในโอกาสวันเกิดพี่อวี้! ลัดคิวฟิคอื่นเป็นหมื่นแสนเลยเชียวนะ!/โดนประชากรผู้อยากอ่านฟิคเหล่านั้นปาไหดองใส่

เอาเป็นว่าพี่อวี้คะสุขสันต์วันเกิดดดดดดดดดดดด!

ปล.สมุดภาพของพี่อวี้มันต้องมีรูปอื่นบ้างแหล่ะโดยเฉพาะประตู–

Wings อวี้เยี่ยหวง 2/3

“ชีพจรกับการหายใจไม่มีอะไรปกติ แต่ต้องดูหลัง…เอากรรไกรมา”

“จะตัดเสื้อเขาเหรอครับ?”

“เฮอะ–จะให้กระชากออกก็ได้–”

“เหวยๆๆ จะทำร้ายคนป่วยเหรอ ไม่มีจรรยาบรรณๆๆ! เป็นหมอเสียเปล่าจริงๆเหล่าเว่ย!”

“ไอ้ลูกหมาที่มีอะไรก็โทรเรียกหมอไม่มีจรรยาบรรณโฮ่งๆหงิงๆมานี่มันก็แกไม่ใช่รึไ–”

“อย่าเสียงดังกันสิครับ…”

ถึงจะเลือนลางแต่ก็ได้ยินเสียงสามเสียงก้องอยู่ในหัว…และรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อยที่สิ่งที่ทำให้ไม่สบายตัวคลายออก

มือที่ติดเย็นนิดๆแตะลงที่ตัวเขาเพื่อเอาสิ่งนั้น…เสื้อ? ออกไปอย่างนุ่มนวล…

เหวินโจว

หลังที่เกร็งขึ้นมาจากการได้ยินเสียงคนแปลกหน้าคลายลงเล็กน้อย…

เหวินโจวเหมือนจะรู้ตัวขึ้นมาว่าเขาเริ่มจะได้สติ จึงลูบไหล่เขาอย่างปลอบโยนก่อนจะถอยออกไปให้’หมอ’ที่พูดถึงเข้ามาดูอาการของเขา…

ที่บอกว่าไปโรงพยาบาลไม่ได้ก็เพราะเรียกหมอมาที่บ้านงั้นเหรอ…?

ได้ยินเสียงอุทานเบาๆของหมอก็อดหวั่นใจขึ้นมาไม่ได้

“หืม…ช้ำหนักกว่าที่เคยเห็นมาเลย…ถ้าจะใหญ่น่าดู..ถามจริงไปเก็บได้จากไหน–”

ทันทีที่สิ้นประโยคนั้น มือหนึ่งก็แตะลงบนตัวเขา

ความเจ็บปวดทำให้ความมึนงงหายลับไปในชั่วพริบตา

“…..!!!!”ดวงตาเขาเบิกโพลงขึ้นมาพบกับแสงไฟที่ทำให้ตาพร่าจนมองอะไรไม่เห็น เสียงกรีดร้องกระจุกอยู่ในลำคอจนไม่มีเสียงเล็ดลอดออกไป–

ร่างกายของเขาดิ้นหนีจากสิ่งนั้นอย่างรุนแรงจนคนทั้งสามตกตะลึง

“ชิบหาย—จับเขาไว้ ดิ้นขนาดนั้นได้ตายกันพอดี!”

“รุ่นพี่!/เยี่ยซิว! เชี่ยๆๆๆๆ เหล่าเว่ยเขาเป็นอะไร–!”

ได้ยินเสียงเหมือนของหนักกระทบกันไม่ไกล–

ไหล่ทั้งสองข้างถูกกดลงกับเตียง! เขาพยายามดิ้นหนีมัน ปล่อยเขาปล่อยเขาเจ็บเจ็บเจ็บเจ็บ—

“อั่ก–! กดไว้อย่าให้ดิ้นอีก กระดูกปีกมันจะตีกับกระดูกสันหลัง ขืนดิ้นกว่านี้ได้ทิ่มเข้าไปข้างในแทนออกมาข้างนอกแน่–”

เขาถูกยึดตัวไว้ตามคำสั่งคนๆนั้น ตาลายไปหมดจนทำได้แค่หอบหนักสั่นเกร็งอยู่ภายใต้เงื้อมือพวกเขา

แต่คราวนี้กลับไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บร้อนอีก…

“เยี่ยซิวๆ–เชี่ย–ใจเย็นๆนะ นี่ฉันเองไง ฉันหวงเส้าเทียนเองไง–”

มือหนึ่งปล่อยจากไหล่เขาลงไปที่หลังอย่างกล้าๆกลัวๆ…น้ำเสียงเลิ่กลั่กที่กำลังกลัวว่าจะเผลอผลั้งทำร้ายโดยไม่ได้ตั้งใจ…ก่อนจะวางฝ่ามืออุ่นแสนคุ้นเคยทาบทับลงมาเบาๆ…สั่นๆ..

จนต้องพูดปลอบออกไป…

เด็กโง่…เกอไม่เป็นไรแล้ว

แต่ดูท่ามันจะเบาเกินกว่าจะได้ยิน…

เพราะเพียงแค่ถูกแตะความรู้สึกเจ็บปวดที่ยังคั่งค้างก็มลายหายไปส่วนหนึ่ง…

พอเห็นว่าเขาไม่มีปฏกิริยาขัดขืนก็ค่อยๆไล่มือขึ้นลงไปตามแผ่นเหมือนพยายามทำให้เขาใจเย็น..แต่ก็กลัวเขาเจ็บขึ้นมาอีก

“รุ่นพี่ คุณไม่เป็นอะไรแล้ว…ผมจะปล่อยคุณนะครับ…”

เสียงที่กดลงต่ำแสดงว่าตึงเครียดแค่ไหนบอกกล่าว…ก่อนจะค่อยๆละออกจากตัวเขาไป

“…ลองแตะหลังเขาดูเหวินโจว…”

เสียงไม่คุ้นเคยยังคงออกคำสั่ง…ก่อนที่มือเย็นที่คุ้นเคยไม่แพ้กับของเส้าเทียนจะแตะลงมาเบาๆ…

อืม…

เขาถอนหายใจอย่างค่อยยังชั่ว…ร่างกายที่ยังคงเกร็งค้างอยู่บางส่วนเหมือนเหลวลงจนกลายเป็นน้ำ…

แบบนี้แหล่ะดี…

เขาหลับตาลงอีกครั้ง…ความเหนื่อยล้าเข้าครอบคลุมจนไม่อาจครองสติได้อีก

“…ไม่อยากจะเชื่อ…”

คือสิ่งสุดท้ายที่เขาได้ยิน….

.

.

.

เรื่องราวในอดีตไม่ได้มีเพียงแค่ว่า มนุษย์เคยมีปีกกันทุกคนเท่านั้น…

แต่เป็นเรื่องที่ราชวงค์ของทุกรุ่นจะต้องเป็นผู้แบกรับเอาไว้…

ว่ากันว่าสำหรับพวกเขาแล้ว..ก่อนจะถึงวันสยายปีก…ยิ่งถูกรัก ปีกก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น…เป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจของผู้มี…และความรักจากคนรอบกาย…

ยิ่งปีกใหญ่เท่าไรก็หมายความว่ายิ่งถูกรักมากเท่านั้น…

แต่มันไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป…

มีเรื่องราวปรำปราที่กล่าวกันว่า ครั้งหนึ่ง…เคยมีราชาผู้หนึ่งที่เป็นที่รักของคนทั้งเมือง

แม้ไม่มีปีกแต่ก็ทำหน้าที่ได้ดีมาหลายสิบปีและเป็นที่รักอย่างมาก

เขาเป็นผู้ถูกรักจากทุกคนและคนรอบด้าน เป็นคนใจดีที่ตอบรับมันด้วยใจอันบริสุทธิ์…เป็นผู้ที่ถูกรักมาก…มากเสียจนไม่มีใครไม่อยากได้ความรักตอบจากเขาไม่ว่าในสถานะใดๆ

ทุกอย่างดำเนินไปอย่างสงบสุข…จวบจนเขามีอาการของผู้ที่กำลังจะสยายปีก…

คราแรกที่ได้ยิน ไม่มีใครไม่ยินดีไปกับเขา พวกเขาเฝ้ารอวันๆที่จะได้เห็นราชากางปีกโผบินไปทั่วเมืองอย่างใจจดใจจ่อ

เพียงแต่…ยิ่งเวลาผ่านไปอาการของราชาก็ยิ่งทรุดลงจนไม่สามารถออกมาเดินเหินได้อีก

ในวันที่มันเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้นั้น…ราชาเจ็บปวดเจียนตาย ปีกคู่ใหญ่ยิ่งกว่าร่างกายกรีดกรายออกมาด้วยสีแดงก่ำของเลือด

แผลฉีกขาดใหญ่เหวอะเสียจนน่ากลัว แม้พยายามห้ามเลือดเท่าไรมันก็ยังคงไหล…การรักษาเป็นไปได้อย่างยากลำบากเพราะมีปีกคู่นั้นขวางอยู่

…ข่าวแพร่ออกไปจากราชวัง เหล่าพสกนิกรผู้รักและเทิดทูนในตัวองค์ราชาต่างพากันขอร้องอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า…ได้โปรดช่วยท่านราชาด้วย คนที่เปรียบดั่งเทวฑูตผู้นั้นไม่ควรต้องมาเจ็บปวดเช่นนี้เลย

ปีกของราชาใหญ่ขึ้นเรื่อยๆตามความรักที่ได้รับจากการสวดภาวนา ร่างกายไม่อาจรับขนาดของปีกที่ใหญ่ขึ้นและงอกเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆได้อีก

ท่านสวรรคตในคืนนั้นเอง

ในห้องที่เต็มไปด้วยขนนกสีแดงฉาน…และปีกสิบสองคู่ที่ถูกฉีกกระชากออกเพื่อช่วยเหลือองค์ราชา…

ตำนานสยองขวัญที่เลือนหายไปตามกาลเวลาเมื่อนับจากนั้นมา ว่าที่ราชาทุกคนจะถูกซ่อนตัวเอาไว้จากสายตาของประชาชน จะไม่มีการประกาศว่ามีทายาทหรือไม่…แต่ถ้าหากมีข่าวหลุดรั่วออกไปนอกรั้ววังก็จะมีเพียงข่าวลือเสียๆหายๆที่มีแต่จะทำให้ผู้ฟังโกรธเกลียดว่าที่องค์ราชาองค์ต่อไปเท่านั้น…

เว่ยเชินกุมท้องตัวเอง…เข่าอ่อนจนทรงตัวไม่อยู่ถอยไปชนกำแพงด้านหลัง…แล้วครูดตัวลงกับพื้น…

ราชวงค์…

คนๆนี้คือว่าที่ราชาคนต่อไป…

ที่ก่อนหน้านี้เขาแตะตัวคนๆนี้แล้วมีอาการเจ็บปวดรุนแรงก็คงเป็นเพราะเขาหงุดหงิดและโบ้ยความผิดเรื่องที่ถูกข่มขู่–อะแฮ่ม…ถูกเรียกออกมาโดยไม่เต็มใจเพื่อมารักษาคนแปลกหน้าโดยอวี้เหวินโจวและหวงเส้าเทียน

“เขาหลับไปแล้ว..”อวี้เหวินโจวกล่าวเบาๆ…มือยังคงไม่ละออกจากแผ่นหลังแดงก่ำของอีกคนที่สงบลงแล้ว…

“เชี่ย หัวใจฉันแทบหลุดออกมานอกอก! อุบ…”หวงเส้าเทียนใช้มือข้างที่ว่างอยู่ปิดปากของตัวเองเมื่อเห็นคนผมสีน้ำเงินส่งสายตามาให้อย่างสื่อความหมายว่าให้ใช้เสียงลงหน่อย

“นายเห็นเขาตอนดื้นหนีเหล่าเว่ยมั้ย—เหล่าเว่ย—! นายทำอะไรเยี่ยซิวนะห๋า–“เสียงกระซิบกล่าวกับอีกคนก่อนจะหันไปหาตัวต้นเหตุที่ทำให้คนบนเตียงคลั่งขึ้นมา…

แล้วรู้สึกตัวว่าคนๆนั้นไม่ได้ยืนอยู่ข้างเตียง แต่เป็นนั่งหน้าซีดอยู่ที่ผนังอีกฝากหนึ่งของห้อง…

“…เหล่าเว่ย..?”

คอร์กี้มองคนที่นั่งจุมปุ๊กอยู่อย่างฉงนใจ

เหวินโจวเองมองเขาด้วยสายตาแปลกใจระคนสงสัย เขาไม่รู้ตัวเลยว่าอีกคนถอยไปไกลขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไร

“…ไม่ต้องมาทำหน้าโง่ๆแค่กๆๆ–แบบนั้นใส่เลย!อุ่ก…เล่นตุ๊ยท้องเหวี่ยงข้ามห้องมาไม่บอกไม่กล่าว–”

เว่ยเชินกุมท้องที่ถูกซัดด้วยคนนึงและถูกเหวี่ยงข้ามห้องมาด้วยอีกคนนึงแน่น

ดุร้ายชิบหาย–

“ครับ..?/ห่ะ…ห๋า—???”

สีหน้าที่แสดงถึงความไม่เข้าใจจากทั้งสองคนนั่นทำให้เขานึกเรื่องอีกเรื่องออก

เรื่อง‘คู่’ที่เป็นทางเดียวที่จะทำให้ราชวงค์รอดชีวิตกันมานักต่อนักเพราะมีคนให้ได้ส่งความรักที่ล้นทะลักนั่นไปให้ผ่านสายใยของโชคชะตา…

โศกอนาถตกรรมของราชาในเรื่องปรำปรานั้นเกิดขึ้นเพียงเพราะราชินีได้สวรรคตไปก่อนที่ราชาจะมีพิธีสยายปีก………

และดูเหมือนว่า…เจ้าเด็กเวรสองคนนี้…จะเป็น’คู่’ของว่าที่ราชาบนเตียงนั่นเสียแล้ว…

ทำไมฉันต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยว่ะเนี่ย!

TBC……

…………………………………………………………………………

ว่าจะจบแต่มันไม่จบอ่ะแงงงงง

แขกรับเชิญของเราในตอนนี้—เหล่าเว่ย!!

ดูแล้วยังไงก็ครองตำแหน่งคนซวยที่สุดในเรื่องนี้…อาเมน😂👌✨

เดี๋ยวจะไถ่โทษด้วยฟิคเว่ยเยี่ยนะตะเอง…

Wings อวี้เยี่ยหวง 1/3

หากไม่ค่อยประติดประต่อกันจนน่ารำคาญก็ขออภัยนะคะ พอดีกาวสดไว้ในทวีตแล้วเก็บรวบรวมมาแปะไว้ในนี้ฟฟฟ ตอนแรกว่าจะแก้ไขดีๆสวยๆแหล่ะค่ะ แต่ไม่คิดว่าแค่ที่กาวไว้จะปาไป 10 หน้า…บอกเลยว่ามีงานอื่นและฟิคที่ดองไว้ท่วมหัวค่ะ ขอแก้แค่นิดๆหน่อยๆนะถถถ

ใครอ่านที่กาวไว้ในทวิตแล้วข้ามไปตอนหน้าเลยนะคะ ที่เพิ่มในนี้มีแต่รายละเอียดเล็กๆเลย

 

 

ปีก…คือสิ่งสวยงามที่โลกใบนี้เคยมอบให้กับมนุษย์…

ว่ากันว่าในอดีตกาลผู้คนล้วนมีปีกรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันไปคนละหนึ่งคู่

เพียงแต่มนุษย์นั้นต่างจากนกนานาพันธุ์ พวกเขามีมันสมอง ชาญฉลาด…แต่ปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติได้ยากยิ่ง…ร่างกายพวกเขาอ่อนแอ จึงต้องสร้างรังที่แข็งแกร่งเพื่อปกป้องลูกหลานที่อ่อนแอยิ่งกว่าตนและเติบโตช้ายิ่งกว่านกนัก…

รังจึงต้องแข็งแกร่งกว่าสัตว์ร้าย ต้องปกป้องพวกเขาจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ไม่ว่าจะแสงแดดร้อนระอุ สายฝนเปียกปอนหรือหิมะหนาวเหน็บ

สุดท้ายแล้วรังก็กลับกลายมาเป็นห้องสี่เหลี่ยมหลายๆห้องที่เราๆเรียกขานกันว่า-บ้าน-ในปัจจุบัน

อิสระบนท้องฟ้าที่มีอยู่เริ่มจะไม่สำคัญขึ้นมาเรื่อยๆ…เพราะมนุษย์ต่างจากนกที่ใช้ชีวิตเสรีไปทุกที่ พวกเขาตั้งถื่นฐาน ใช้ชีวิตอยู่ในห้องปิดจากห้องสู่อีกห้อง

ปีกที่สำคัญนักหนาถูกเก็บงำเข้าไปในร่างกาย…เหลือไว้เพียงสัญลักษณ์งดงามบนแผ่นหลังไว้แทนตัวตน…

เพราะไม่จำเป็นอีกพวกมันจึงหลอมรวมกับร่างกาย…จนถือกำเนิดมนุษย์ไร้ปีกขึ้นมา…

จากรุ่นสู่รุ่น…แม้จำนวนของมนุษย์จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแต่จำนวนของผู้มีปีกกลับลดลงจนหาได้ยากยิ่ง

ในตอนนี้มีเพียงราชวงค์ ชนชั้นสูงและชนชั้นล่างจำนวนประปรายเท่านั้นที่จะมีกัน หากใครมีก็ถือเป็นวาสนา ไม่มีก็เป็นคนธรรมดา

แต่คนส่วนมากจะไม่อยากมีกันเพราะปีกจะงอกทะลุออกมาที่หลัง ไหล่หรือบั้นเอวซึ่งให้ความเจ็บปวดไม่ได้ต่างกับค่อยๆถูกแทงจากข้างในจนทะลุออกมาเสียเท่าไร การสยายปีกครั้งแรกนับว่าทรมานมากที่เดียว

มีเพียงราชาองค์ปัจจุบันเท่านั้นที่มีปีกคู่ใหญ่ถึง 2 คู่ เหล่าผู้ที่ผ่านการงอกปีกมานั้นไม่อยากแม้แต่จะคิดว่าความเจ็บปวดที่ร่างกายท่านต้องแบกรับช่วงก่อนจนถึงหลังการงอกนั้นเป็นอย่างไร…

แต่ก็เพราะผู้มีปีกนั้นเป็นมนุษย์ที่หาได้ยากยิ่งคล้ายๆสัตว์ใกล้สูญพันธ์ุ เหล่าผู้ไม่ประสงค์ดีที่มีรสนิยมชมชอบของแปลกจึงได้อยากได้พวกเขามาครอบครอง

หรืออย่างน้อยๆก็ส่วนปีกของพวกเขา

เหล่าราชวงศ์นั้นมีองค์รักษ์เช่นเดียวกับชนชั้นสูง ผู้ที่มักตกเป็นเหยื่อจึงเป็นชนชั้นล่างที่ไม่มีใครคอยปกป้อง…แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองผู้มีปีกอยู่ก็ตาม

เพราะฉะนั้นพวกเขามักถูกสอนให้เก็บมันเป็นความลับ จนกลายเป็นว่าเท่าที่สังคงปัจจุบันรู้มีเพียงว่าราชวงค์และชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะมีปีก…

แล้วเจ้าของรอยยิ้มเอื่อยเชื่อยเอง…ก็เป็นหนึ่งในนั้น…

รึเปล่านะ?

.

.

.

เยี่ยซิวเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมด๊าธรรมดาที่หาได้ตามข้างทางคนหนึ่ง เขาไม่มีพ่อ เป็นลูกคนเดียวและแม่เสียชีวิตไปเพราะโรคร้ายเมื่อนานมาแล้ว แต่มันก็ไม่ได้เหงาอะไรหรอกเพราะโชคดีได้เข้าไปบ้านเด็กกำพร้าที่มีสองพี่น้องซูอยู่และได้เติบโตมาด้วยกันอย่างอบอุ่น

น่าเสียดายที่บ้านในฝันที่ในที่สุดก็ได้มีกับเขา…หมอนั่นกลับชิงจากไปก่อนที่จะได้มาอยู่ด้วยกัน…

แต่ก็อุตส่าห์มีเงินประกันที่ไม่รู้ไปแอบทำตอนไหนเหลือไว้ให้ ไม่ได้มากมายเหมือนในหนังแต่ก็พอจะเก็บไว้ส่งมู่เฉิงเรียนมหาลัยได้ไม่ยากถ้าเขาหางานดีๆได้

ตอนแรกเลยบอกน้องสาวต่างสายเลือดไปว่าขอดร็อปซักปีสองปีไปทำงานเก็บเงินมาเรียนมหาลัยด้วยกัน เธอก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะรู้สถานภาพทางการเงินดี…และถึงเขาจะห้ามแต่ตอนหลังเลิกเรียนก็หนีไปทำพาร์ทไทม์ช่วย ทำยังไงก็ไม่ยอมเลิกอีก..แต่เพราะผลการเรียนท็อปเสมอจึงว่าอะไรไม่ได้มาก…

แต่งานเฝ้าร้านเน็ตของเขาเงินไม่ได้ดีอะไรมาก แถมเขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับไปเรียนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว พอผ่านไปหลายปีมู่เฉิงจะจบม.ปลายแล้วถึงได้ท้วงขึ้นมา พอสารภาพความตั้งใจแต่แรกไปก็ถูกโกรธหนักมาก

ถึงขั้นหนีไปนอนบ้านเพื่อนสาวถังโหรวประท้วงอยู่ร่วมสามอาทิตย์

ต้องกล่อมอยู่นานว่าเงินจากการเฝ้าร้านเน็ตบวกกับเงินเก็บที่มีรวมกันนั้นไม่มากพอจะเรียนทั้งสองคน แถมยังต้องยกเอาคำสั่งเสียของมู่ชิวมาอ้างเสียหลายรอบเธอถึงได้ยอมลงให้เขาโดยดี

ก็นะอายุเขาปาไป 22 แล้วจะให้ไปเรียนปี 1 กับเด็กๆยังไงก็คงรู้สึกแปลกๆ…

 

…………………………………………………………………………….

 

จนไม่กี่เดือนหลังจากนั้นเราสองคนไปเยี่ยมบ้านเด็กกำพร้าอีกทีนั่นแหล่ะ…

กลายเป็นว่ามีสมุดบัญชีของแม่เขาหลงอยู่เพิ่งหาเจอเมื่อเดือนก่อนและกำลังหาทางติดต่อเขาเพื่อคืนมัน… ดอกเบี้ยที่ได้ตลอดหลายปีงอกงามมาก บางทีแม่ของเขาคงรู้และเตรียมการไว้ให้เขามีเงินใช้ตั้งแต่ตอนนั้น…

อยู่ๆก็มีเงินหล่นทับ…หัวเราะก็ไม่ออกร้องไห้ก็ไม่ได้ นี่มันพล็อตดราม่านิยายหรือยังไง?

ส่วนมู่เฉิงนั้น พอมีช่องทางให้แถมเป็นช่วงการสมัครสอบเข้าพอดีก็ระเบิดความเร็วมือกดสมัครสอบที่ๆเคยพูดกับมู่ชิวไว้ว่าถ้าจะเข้าก็คงที่นั่นให้ทันที เธอรื้อเอกสารกับเกรดตอนจบม.ปลายออกมากรอกแบบฟอร์มทุกอย่างให้เรียบร้อยเสร็จสรรพ ที่น่ากลัวคือจำรหัสบัตรประชาชนเขาได้โดยไม่ต้องดู…

ขนาดวันสอบยังแทบจับเขาอาบน้ำแต่งตัว พอบอกว่าไม่อยากโกนหนวดก็หยิบที่แว็กซ์ขาของตัวเองขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม…

“พี่จะโกนเองดีๆหรือจะให้ฉันแว็กซ์ให้ด้วยน้ำตา–”

จบประโยคนั้นก็รีบขยับตัวไปห้องน้ำแทบไม่ทัน–

“โชคดีนะคะพี่ ถ้าจงใจสอบตกฉันจะลาออกจากโรงเรียนแล้วหนีออกจากบ้านนะ 😊✨

มาส่งถึงหน้าห้องสอบยังไม่พอ ถึงขั้นยืนรอส่งเข้าห้องไปพร้อมคำขู่กันจะๆต่อหน้าอาจารย์คุมสอบที่กำลังตรวจอุปกรณ์ที่จะใช้ว่าไม่มีการทุจริต…

ได้รับการตบบ่าเห็นใจแล้วสุดท้ายก็สอบผ่านฉลุย ไม่ได้เป็นอัจฉริยะอะไรหรอกแค่โดนติวแบบเร่งด่วนทั้งวันทั้งคืนพึ่งได้พักเต็มอิ่มเมื่อวาน…

เขามาเข้าเรียนสลับกับเฝ้าร้านเน็ต(ที่เปลี่ยนมาทำเป็นพาร์ทไทม์)เรื่อยๆ โดนมองแปลกๆบ้างที่อายุมากกว่าใครเพื่อนแต่มาเรียนกับปีหนึ่งและได้รับการสถาปนาเป็นพี่ใหญ่ของชั้นจนติดเรียกตัวเองว่าเกอไปแล้ว

คงเพราะเขาไม่ได้เข้าหาใครแถมยังอายุห่างกันหลายปีเลยไม่สนิทกับใครเท่าไร

แต่ก็อยู่ไปเรื่อยๆสบายดี ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

ทุกอย่างวนเวียนไปเรื่อยจนกระทั่งเข้าปีสอง…

 

………………………………………………………………..

 

“เชี่ยๆๆๆๆ! ทำไมนายมาอยู่ที่นี่!? ผู้จัดการร้านเน็ต! นายหน้าแก่มากหรือว่าสอบตกติดกันห้าหกปีถึงได้ยังอยู่ที่นี่กัน!?” เสียงโหวกเหวกโวยวายแสนคุ้นเคยจากกลุ่มก้อนปี 1 ที่พึ่งออกจากห้องเรียนมา ทำให้เขาที่ต้องเดินผ่านเฉยๆถึงกับชะงักแล้วมองตามเสียงไปอย่างโง่งม

เป็นคอร์กี้จอมฝอยประจำร้านเน็ตจริงๆ…

เผลอสบตาไปนิดเดียวถึงกับหูหางกระดิก– ที่หางตาเหมือนเห็นหัวน้ำเงินแว่บๆด้วย..

“…” ไม่ต้องคิดมากไปกว่านั้นแล้วรีบเดินหนีอย่างว่องไว!

“จะรีบไปไหนเหรอครับคุณเยี่ยซิว..” มือที่เคยล้อว่าช้าเข้าขั้นพิการนั้นคว้าหมับเข้าให้ที่ไหล่จนต้องนิ่วหน้า

อาการเจ็บหลังของเขานั้นมีมานานแล้วแต่นับวันมันยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ แม้จะไปหาหมอแต่ก็ไม่พบอาการอะไรพิเศษ

สุดท้ายก็เสียค่าตรวจแพงๆเพื่อยาแก้ปวดไม่กี่แผง เลยเลิกไปหาแล้วเข้าร้านขายยาจนเป็นลูกค้าประจำแทน

ถูกต้าเหยียน(นักศึกษาเภสัช)หรือหวังเจี๋ยซีพนักงานพาร์ทไทม์ร้านขายยาดุให้เพลาๆลงด้วย ว่ากินยาแก้ปวดมากไปตับจะพังเอา..

“อ่ะ ขอโทษนะครับผมลืมไปว่าคุณปวดหลังรุนแรง” เจ้าของมือละแรงที่มือลงแล้วลูบหลังเขาปลอบโยน

ความเจ็บปวดทุเลาลงตามจำนวนครั้งที่ถูกลูบ สุดท้ายก็เหลือไว้เพียงความรู้สึกหน่วงๆที่ไม่จางหายไปจนชินเสียแล้ว

“ลวนลามหลังเกอเรื่อยเลยนะเสี่ยวอวี้”สุดท้ายก็หนีไม่รอดเพราะมือที่หลังนั่นทำให้รู้สึกดีขึ้นจริงๆ

“เห็นคุณทำหน้าผ่อนคลายเลยชอบเผลอตัวนะครับ”เจ้าของยิ้มสุภาพกล่าวแล้วละมือออก

“เชี่ย นายปวดหลังอีกแล้วเหรอ กินยาหรือยัง อาการแย่แค่ไหนต้องไปห้องพยาบาลเปล่า–” คอร์กี้ที่เดินหลงจากฝูง(?)มาหาเขาเอ่ยรัวๆ ชูมือไม้เหมือนอยากจะช่วยแต่ไม่รู้จะทำยังไง

ถ้าจะถามว่าสองคนนี้เป็นใคร ก็ไม่ใช่คนห่างคนไกลอะไรหรอก เป็นแค่เด็กที่บ้านใกล้ร้านเน็ตที่เขาเฝ้าอยู่และเป็นลูกค้าขาประจำที่มักมาด้วยกันตลอดตั้งแต่เมื่อประมาณสองปี(กว่าๆ?)ที่แล้ว

เจ้าจอมฝอยนั่นคือหวงเส้าเทียน เป็นเด็กปากมากที่ความเร็วมือไม่แย่นักเลยใช้มาช่วยงานได้หลายๆอย่างในเกม—แต่เพราะปากมากขนาดหนัก แถมหลงตัวเองหน่อยๆ(?) มีฝีมือแต่อวยตัวเองไส้แหกเลยเป็นที่รังเกียจของโต๊ะคอมข้างๆอย่างมาก

ที่ร้านถึงกับต้องลงทุนเปลี่ยนหูฟังให้ลูกค้าใหม่เพราะอันก่อนหน้ามันกันเสียงหมอนี่ไม่ได้!

ส่วนอีกคนก็คงเรียกได้ว่่าเป็นเพื่อนสนิทเจ้าจอมฝอย…และน่าจะเป็นคนๆเดียวที่สามารถหยุดการฝอยขยะของเจ้าคนข้างๆได้…เหมือนมีเรื่องแบล็กเมล์อะไรซักอย่างเป็นตัวประกันไว้(?)

เด็กคนนี้แม้ความเร็วมือไม่มากนักแต่ความเจ้าเล่ห์เพทุบายสูงส่งยิ่ง แม้ไม่ต่ำตมเช่นเขาแต่ก็ดูถูกกลยุทธ์ไม่ได้เลย

“เหอะๆแค่นี้เกอไม่เป็นไรหรอก แล้วพึ่งมาเข้าที่นี่เหรอ?” พอรู้ตัวว่าหนีไปไหนไม่ได้เพราะโดนเกาะติดหนึบจากทั้งสองฝั่งก็ปล่อยเลยตามเลยไปแบบคนขี้เกียจเรื่องเยอะ ถึงจะหนวกหูกับรู้สึกถูกคุกคาม(?)ไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้แย่…ซักเท่าไร…

.

.

รู้ตัวอีกทีก็’บังเอิญ’เจอกันทุกวันทั้งที่ร้านและในรั้วมหาลัย

“ไม่มีใครคบหรือไง มาตามเกอต้อยๆแบบนี้ทุกวัน”

ถึงจะถามไปแบบนั้นแต่เขารู้ดีทีเดียวว่าเจ้าจอมฝอยกับมือพิการสองคนนี้ป็อปขนาดไหน เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีแต่สาวๆเหลียวหลังมองตาม

ถ้าอยู่ม.ปลายคงเป็นพวกที่โดนเรียกไปสารภาพรักหลังเลิกเรียนทุกวัน? อย่างน้อยก็เหวินโจวละนะเหอๆ

ไม่ใช่ว่าเจ้าเส้าเทียนนิสัยแย่หรือหน้าตาไม่ดี…แต่การพูดน้ำไหลไฟดับนั้นเป็นข้อเสียใหญ่หลวงอย่างมาก ถ้าทะเลาะกันสาวเจ้าก็คงเถียงแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม?

สาวๆที่มาแอบชอบจึงมักติดฟิลเตอร์หูหนวกตาบอดแอบชอบอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ คอยเฝ้ามองความน่ารัก สดใส(???) เหมือนหมาน้อยอยู่ไกลมากๆ

อืม ถ้าให้เทียบเส้าเทียนก็คงเป็นพระเอกการ์ตูนโชวเน็น บ๊องๆแถมพูดมาก ต้องหาแฟนเป็นพวกปากคอเราะร้ายแต่ละคำพาติดสตันท์? จนหมอนี่ต้องยกธงขาว

ส่วนเหวินโจวคงเป็นพระเอกการ์ตูนโชโจ…ถูกสาวๆโถมตัวเข้าใส่…แต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างนิ่มนวล…บางทีอาจจะมีคนในดวงใจแล้วไม่ยอมบอกให้ใครรู้ก็เป็นได้

“เหวย! ฉันไม่คบเองต่างหาก! เอาอะไรมาพูดว่าคนอย่างฉันไม่มีคนคบ! คนที่ไม่มีคนคบมันนายไม่ใช่เรอะ–อุบ”เจ้าของเสียงยกมือขึ้นปิดปากตัวเองฉับ…เหมือนรู้ว่าพูดไม่ดีออกมา

แต่ถามว่าเขาแคร์มั้ยก็ไม่..

แต่เพราะหน้าตากระวนกระวายน่ารังแกยิ่ง เขาก็เลยมองด้วยสายตาปลาตายแล้วหันหน้าหลบไปทางอื่นแทนเหมือนแอบเฮริท์–

เหวินโจวยิ้มเย็นให้คอร์กี้ที่กำลังทำตัวไม่ถูกก่อนจะหันมายิ้มสุภาพให้เหมือนเคยแล้วลูบมือเขาให้เหมือนปลอบใจ

“ผมอยากคบแค่รุ่นพี่คนเดียวนะครับ”ถ้อยคำสองแง่สองง่ามกับดวงตาวาวๆที่ดูก็รู้ว่าตั้งใจให้เป็นอย่างนั้นทำให้เขาหัวเราะเหอๆตอบไปได้อย่างเดียวแล้วหยิบบุหรี่ขึ้นมาเพื่อจุดสูบ

“แล้วช่วงนี้หลังเป็นยังไงบ้างครับ?”มือเจ้าของเสียงยังคงไม่ยอมปล่อย แต่ที่หลังก็รู้สึกถึงมืออีกคู่ที่กำลังลูบเบาๆช่วยคลายอาการหน่วงๆที่หลัง…

“ไม่…ตั้งใจ…”คนที่ปกติพูดน้ำไหลไฟดับตอนนี้กลับกำลังหูลู่หางตกพึมพัมอะไรซักอย่างเหมือนกำลังง้อเขาอยู่

เห็นท่าทางหงอยๆจนพอใจก็เลยโบกมือให้ประมาณว่าไม่ต้องใส่ใจ–

แต่พอเห็นหูหางคอร์กี้กระดิกส่ายในห้วงความคิดก็เลยหมั่นไส้อดเติมต่อท้ายไปไม่ได้ว่า

“ขอวัตถุดิบที่เคยพูดกัน…กับมาเป็นเบ๊ในเกมให้เกอซักอาทิตย์แล้วกันเส้าเทียน”

“เชี่ย!”

คอร์กี้ครางหงูวในใจหนักมาก มโนไปว่าคนแก่(?)จะขี้น้อยใจเลยรีบง้อ ไหงโดนลากไปเป็นเบ๊กระทั่งในเกมเล่า!?

 

ถึงอย่างนั้นมือที่หลังก็ไม่ได้หยุดลงแต่อย่างใด…เยี่ยซิวยิ้มมุมปาก คาบบุหรี่เต๊ะจุ๊ยได้ใจอย่างมาก–

“ตอบคำถามผมก่อนครับรุ่นพี่”น้ำเสียงติดกังวลเอ่ยย้ำจากข้างตัว

นี่ก็เด็กขี้น้อยใจกับขี้กังวลอีกคน

“กินยาแก้ปวดก็หายน่าเสี่ยวอวี้ โรคคนแก่ก็แบบนี้แหล่ะ”โบกมือหยอยๆประมาณว่าไม่ต้องใส่ใจคนแก่ตรงนี้หรอกแล้วคิดไปถึงปัญหาที่เป็นหนักขึ้นเรื่อยๆของตน

ความจริงแล้วเขานอนหงายไม่ได้มาหลายวันแล้ว…ต่อให้กินยาแก้ปวดก่อนนอนก็ต้องนอนคว่ำเท่านั้นถึงจะไหว

คงต้องแอบลองไปหาหมอดูอีกทีแล้วมั้ง? อาการเขาหนักขนาดนี้ไม่น่าจะตรวจไม่เจออะไรแล้ว

ส่วนที่จะแอบไปก็ไม่ใช่อะไร แค่ไม่อยากให้มู่เฉิงเป็นห่วงจนล้มป่วยตามกันไปอีกคนเฉยๆ

“โรคคนแก่ตั้งแต่อายุเท่านี้! ร่างกายแก่เร็วเกินหน้าไปแล้ว—นายไปทำอะไรมา–เป็นเพราะบุหรี่รึเปล่า? เชี่ย เหล่าเยี่ยนายเลิกบุหรี่เถอะ!”

เจ้าสองคนนี้ก็เหมือนกัน เด็กๆนะไม่ต้องมาเครียดเรื่องของคนแก่หรอกเหอะๆ!

“ไม่สูบแล้วเกอจะปวดหัวเพิ่มด้วยนะสิ”กล่าวด้วยยิ้มเนือยๆแล้วยกบุหรี่หลบมือเด็กหนุ่มที่ทำหน้าหมายมั่นจะคว้ามันไป…

แต่เอาเถอะ โดนเป็นห่วงง๊องแง๊งๆบ้างก็ไม่เลว…

มือข้างที่ถูกเหวินโจวกุมอยู่ถูกดึงออกมาใช้ทั้งยันทั้งแกล้งยีหัวเด็กน้อยที่ดูจะกึ่งชอบกึ่งไม่ชอบการกระทำนี้

ยีได้แค่แป็ปเดียวก็ถูกปัดมือทิ้งพร้อมถ้อยคำขยะระรัวตามมาชุดใหญ่จนอดขำไม่ได้–

อึก!

เพียงแค่หัวเราะ หลังที่ตึงๆอยู่ก็เจ็บแปล๊บ–ร้อนขึ้นมาเหมือนโดนเอาอะไรร้อนๆมาจี้!

เขาแค่หัวเราะ…แต่ตอนนี้น้ำตาเขาแทบร่วง..

เหวินโจวที่พึ่งใช้จังหว่ะที่วุ่นวายอยู่กับเส้าเทียนแอบริบซองบุหรี่ไปขมวดคิ้วแล้วค่อยๆแตะมือลงและเริ่มลูบหลังเขาอีกครั้ง

เหงื่อเย็นๆหยดลงจากใบหน้า อาการเจ็บทำเอาเขาสมองโล่งคิดอะไรไม่ออกนอกจากเจ็บมากจนไม่อยากขยับไปไหน

“รุ่นพี่หลังคุณร้อนมาก…ไปประคบเย็นที่ห้องพยาบาลก่อนเถอะครับ เดี๋ยวเย็นนี้ผมจะช่วยดูอีกที..พอดีที่บ้านมีชาที่ช่วยทำให้หลับสบายอยากจะแนะนำอยู่ด้วย…ช่วงนี้คุณดูนอนไม่ค่อยพอเลย”

ถึงจะอยากปฏิเสธแต่ตอนนี้จะขยับเพื่อลุกขึ้นเองก็ยังจะไม่รอด สุดท้ายก็ถูกรุ่นน้องทั้งสองคนหิ้วปีกหามไปนอนคว่ำเปลือยหลังอยู่ที่ห้องพยาบาลไปตามระเบียบ..

“เชี่ย! หลังนายช้ำวงเบ้อเริ่มเลย!”

“ไปเรียนได้แล้วเส้าเทียน เหวินโจว อย่าเอาเกอเป็นข้ออ้างโดดเรียน”เขาเอ่ยไล่ด้วยเสียงระโหยโรยแรง…

รู้สึกคอแห้งผากจนอยากดื่มชาอุ่นๆที่เหวินโจวมักพกใส่กระติกความร้อนมาโดนเขาแย่งกินเป็นกิจวัตรประจำวัน…ที่ไม่รู้ว่าเป็นของดีมาจากไหนแต่กินแล้วมักจะรู้สึกดีขึ้นเสมอจนยาแก้ปวดก็ยังดีไม่เท่า

“เส้าเทียน ประคบมือแล้วนวดให้รุ่นพี่ที ผมจะไปเอาของหน่อย”

เพราะใช้ผ้าเช็ดแล้วแสบมากเลยทำได้แค่เอามันประคบมือแล้วมาประคบหลังเขาอีกทีเท่านั้น

“รู้แล้วๆแต่แบบนี้รอตอนเย็นไม่ไหว–เอาของเสร็จพากลับกันเลยเถอะ!” ไม่รู้พวกเขาคุยอะไรกันอีกรึเปล่าแต่ความเย็นจากมือเส้าเทียนทำให้เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่รู้ทำไมถ้าเป็นมือถึงจะบีบนวดยังไงก็ดีไปหมด

“รุ่นพี่ครับ ใส่เสื้อก่อนนะครับให้คนอื่นเห็นมากจะไม่ดีเอา”ถูกจับให้ลุกนั่งทั้งที่เหงื่อท่วม รู้สึกแย่มากจนต้องพยายามส่ายหัวปฏิเสธ

ทั้งที่เป็นคนชี้หนาวแต่ตอนนี้เขาไม่อยากทำอะไรนอกจากลงไปนอนในสระน้ำเย็นๆแล้วไม่ขึ้นมาอีกจนกว่าหลังจะหายดี…

แต่พอเห็นสีหน้าอ้อนวอนของเด็กสองคนนี้ก็ยอมกล้ำกลืนใส่มันแม้จะไม่ติดกระดุมซักเม็ดก็ตาม

“ฉันไปเอารถเอง อย่าพึ่งเป็นอะไรไปหล่ะเหล่าเยี่ย!”ได้ยินเสียงอู้อี้ของเส้าเทียนเบลอๆก่อนจะถูกเหวินโจวเอาแก้วของขวดกระติกน้ำร้อนแสนคุ้นเคยมาจ่อที่ริมฝีปาก

กลิ่นหอมเย็นบางเบาและรสชาตินุ่มนวลไหลลื่นลงคอไปจนพอจะมีสติขึ้นมาบ้าง

“ไป…โรงบาล..?”

“…เรื่องนี้ไปโรงพยาบาลไม่ได้ครับ ขอโทษด้วยรุ่นพี่..”สีหน้าเหมือนเป็นคนเจ็บเสียเองทำให้เขาต้องฝืนยกแขนขึ้นมาเคาะหน้าผากอีกคนเข้าให้

“ทำหน้า–อย่างกับเจ็บเอง..”พูดคำกระท่อนกระแท่นแต่รอยยิ้มเนือยๆที่มุมปากก็ทำให้อวี้เหวินโจวใจชื้นขึ้นมาก

“เจ็บครับ…เจ็บตรงนี้..”แปะมือของเขาลงที่อกซ้ายของตัวเอง สายตาไม่มีเศษเสี้ยวของการล้อเล่นอยู่เลย…

เกอจะตายอยู่แล้วยังมาทำโรแมนติกอยู่อีก..เหอๆ

โดนเขามองด้วยสายตาปลาตายเหวินโจวก็หัวเราะในลำคอเหมือนเข้าใจที่เขาจะสื่อก่อนจะเงี่ยหูฟังแล้วลุกขึ้นเก็บของ

“มาแล้วๆ ไปกันเถอะเหล่าเยี่ย! ที่บ้านมีของที่ช่วยได้เยอะแยะรีบไปเร็วๆๆๆ”

แล้วเขาก็โดนหิ้วปีกไปนอนแบ่บอยู่บนรถเช่นนั้นเอง…

 

TBC…

 

………………………………………………………………………

คลังเก็บฟิค QZGS